หน้าแรก Formula 1 ปรากฏการณ์ช็อกโลก หาก Aston Martin ดึง “ฮอร์เนอร์” นั่งแท่นบอสใหญ่

ปรากฏการณ์ช็อกโลก หาก Aston Martin ดึง “ฮอร์เนอร์” นั่งแท่นบอสใหญ่

0
231

คริสเตียน ฮอร์เนอร์ อดีตบอสใหญ่ค่าย Red Bull ได้กลายมาเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งสำหรับเก้าอี้ Team Principal ของ Aston Martin ที่กำลังจะว่างลง จากการที่ แอนดี้ คาวเวลล์ เตรียมย้ายไปรับบทบาทดูแลด้านขุมกำลังเครื่องยนต์ (Powertrains) แทน

ทีมงานของเราจึงขอวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่ Aston Martin จะกลายเป็นสังเวียนการคัมแบ็กสู่ F1 ของฮอร์เนอร์ รวมถึงการโยกย้ายตำแหน่งของคาวเวลล์ ดังนี้:

ทีมนิวอี้ ไม่ต้องการความวุ่นวายจากคนนอก

โดย แกรี่ แอนเดอร์สัน (Gary Anderson)

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากบทสัมภาษณ์ของคาวเวลล์ถูกเผยแพร่ ผมเคยทักท้วงไว้ว่าดูเหมือนเขาจะให้เครดิตการดึงตัว เอเดรียน นิวอี้ น้อยเกินไป สำหรับเขา นิวอี้อาจดูเหมือนแค่พนักงานคนหนึ่ง แต่ในความจริงแล้วสถานะของนิวอี้มันห่างไกลจากคำนั้นมาก เขาคือ “กัปตันเรือ” และเขาจะเป็นผู้นำพาทีมไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะปีหน้า หรืออีก 3 ปีข้างหน้า เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่มันจะเกิดขึ้นแน่นอน

เอเดรียนผ่านร้อนผ่านหนาวมากับทั้ง Williams, McLaren และ Red Bull เขาฉุดกระชากทีมเหล่านี้ขึ้นสู่ความสำเร็จ แต่กลับไม่ได้รับเครดิตเท่าที่ควร ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะที่มีหุ้นในทีมและได้รับการหนุนหลังเต็มที่จากเจ้าของทีม สำหรับคนอื่นๆ ในทีม ถ้าเขาสั่งให้ ‘กระโดด’ สิ่งเดียวที่ควรจะถามกลับคือ ‘ต้องโดดสูงแค่ไหน?’

คาวเวลล์ เป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Mercedes ยุคบุกเบิกเครื่องยนต์ไฮบริดปี 2014 แต่นั่นคนละเรื่องกับการเป็น Team Principal ในมุมมองวิศวกรอย่างผม ทีม F1 ยุคปัจจุบันต้องขับเคลื่อนด้วยวิศวกรรม ส่วน Team Principal ควรดูภาพรวมการบริหารจัดการประจำวัน

ในสายตาผม ฮอร์เนอร์คือคนหนึ่งที่ไม่เคยให้เกียรตินิวอี้เท่าที่ควรสมัยอยู่ Red Bull เช่นเดียวกับ มาร์ติน วิทมาร์ช สมัยอยู่ McLaren ซึ่งวิทมาร์ชเองก็มีชื่อเอี่ยวกับ Aston Martin แม้เราจะทราบมาว่าเขาไม่สนใจจะกลับมาก็ตาม คำถามคือ ทำไม ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ถึงอยากได้คนอย่างวิทมาร์ชหรือฮอร์เนอร์เข้ามา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้ามา “ทำลายระบบ” และทำให้ทีมถอยหลังลงคลองไปเป็นเดือนหรือเป็นปี?

F1 เริ่มเหมือนพรีเมียร์ลีกเข้าไปทุกที ผู้จัดการทีมย้ายสลับขั้วกันวุ่นวาย แต่ถ้าผมเป็นสโตรลล์ ผมจะมองหาคนใน แอนดี้ สตีเวนสัน ขับรถมาทำงานที่เดิมนี้กว่า 35 ปี ตั้งแต่ยุค Jordan Grand Prix จากช่างเครื่องสู่ผู้อำนวยการกีฬา เขาเห็นการเติบโตจากอู่รถเล็กๆ สู่มหานคร Aston Martin ในปัจจุบัน เขารู้ทุกจังหวะการเต้นของทีม มอบโอกาสให้เขา แล้วคุณจะเห็นความก้าวหน้าทันที ที่สำคัญคือคุณจะไม่เอา “คนนอก” เข้ามาขัดลำกล้องการทำงาน

ด้วยรถปี 2026 ของนิวอี้ และความเก๋าของ เฟอร์นันโด อลอนโซ ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม อย่าเพิ่งโยนมันทิ้งก่อนที่มันจะเบ่งบาน


ถ้าจะก๊อปปี้ Red Bull ก็ต้องมี “เวอร์สแตพเพน” ด้วย

โดย เกล็น ฟรีแมน (Glenn Freeman)

ในเมื่อ F1 ยุคนี้เปลี่ยนโมเดลไปสู่การที่หัวหน้าทีมเป็นเพียงลูกจ้าง (เหมือนกีฬาอื่น) ไม่ใช่เจ้าของทีมเหมือนแต่ก่อน มันจึงเปิดช่องให้เกิดกลยุทธ์แบบกีฬาอาชีพทั่วไป คือการกวาดต้อนคนจากทีมคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จมาให้หมด แล้วหวังว่าจะสร้างความสำเร็จแบบเดียวกันได้

เมื่อดูความสำเร็จของ Red Bull ในช่วงหลัง จึงไม่แปลกใจที่ Aston Martin จะคิดสูตรนี้: ดึงอดีตบอส ดึงนักออกแบบเบอร์หนึ่ง ดึงซัพพลายเออร์เครื่องยนต์ แล้วหวังว่าเวทมนตร์จะบังเกิด มันเหมือนกับตอนที่ Ferrari ดึงทีมงานหลักจาก Benetton ในยุค 90 แต่เวอร์ชันนี้ “เล่นใหญ่กว่า”

แน่นอน การเปรียบเทียบนี้ขาดปัจจัยสำคัญไปหนึ่งอย่าง การเปลี่ยนแปลงของ Ferrari ในยุค 90 จะไม่เวิร์กเลยถ้าไม่มี มิชาเอล ชูมัคเกอร์ คำถามคือ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน จะถูกล่อใจให้ย้ายจาก “สีน้ำเงิน” มา “สีเขียว” ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ารถ Red Bull ปี 2026 ออกสตาร์ทได้ไม่สวย?

ส่วนเรื่องความขัดแย้งเบื้องหลังที่ Red Bull ก่อนหน้านี้ คงถูกปัดตกหรือซ่อมแซมได้ไม่ยาก หากปลายทางคือแชมป์โลก


เปลี่ยนคนบ่อยขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่

โดย สกอตต์ มิตเชลล์-มาล์ม (Scott Mitchell-Malm)

ถ้าข่าวนี้เป็นทีม Alpine ที่เปลี่ยนบอสอีกแล้ว คงโดนล้อเลียนยับเยิน แต่ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและความดูดีมีระดับของโปรเจกต์ Aston Martin รวมถึงชื่อชั้นของบุคลากร ทำให้ทีมนี้ยังพอได้รับความเกรงใจอยู่บ้าง

กระนั้น หากมีการเปลี่ยนบอสทีมอีก คนที่จะมาแทนคาวเวลล์ จะเป็นคนที่ 4 ในรอบ 5 ปี อัตราการเปลี่ยนผ่านระดับนี้ไม่ใช่สัญญาณของทีมที่แข็งแกร่งและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเลย

ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการมาของนิวอี้ และสิ่งที่เขาเสนอแนะว่าทีมควรบริหารอย่างไร กลายเป็นว่ามีคนใหม่มาเป่าหู ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ และบอสใหญ่ Aston Martin ก็ยังคงนิสัยเดิมในการโละและแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่พอเป็นนิวอี้พูด มันก็พอเข้าใจได้!

แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ การที่มีบิ๊กเนมตบเท้าเข้าออกไม่หยุดหย่อน บ่งบอกว่าสโตรลล์อาจยังไม่เข้าใจว่าทีมต้องการอะไรจริงๆ และคิดว่าแค่จ่ายเงิน “รวมดารา” ผู้ชนะเข้าด้วยกัน ทีมจะชนะไปเองโดยอัตโนมัติ เขาดูเหมือนจะบิดเบือนความจริงนิดหน่อย โดยอ้างว่าตอนเทคโอเวอร์ทีม เขาบอกว่าต้องใช้เวลา 10 ปีถึงจะชนะ ทั้งที่จริงๆ แล้วตอนปี 2021 เขาพูดว่า 4-5 ปีต่างหาก

นั่นสะท้อนว่าทุกอย่างช้ากว่าที่เขาคิด การเปลี่ยนผู้นำอีกครั้งก็เข้าเค้าพอดี ความสำเร็จซื้อไม่ได้ แต่มัน “ประกอบสร้างด้วยราคาแพง” ได้ คุณอาจจะตำหนิสโตรลล์ไม่ได้เรื่องทุ่มเงิน แต่จนถึงตอนนี้ รางวัลแห่งความสำเร็จอยู่ที่ไหน?

ยากที่จะมองว่าการเปลี่ยนคนบ่อยขนาดนี้จะสอดคล้องกับการรีดศักยภาพสูงสุดของทีม Aston Martin เสี่ยงที่จะเสียโอกาสทองในกฎใหม่ปี 2026 และถ้ายังเปลี่ยนหัวเรือไม่เลิก สุดท้ายทีมจะอ่อนแอกว่ามูลค่ารวมของชิ้นส่วนราคาแพงที่พวกเขามีเสียอีก


กลยุทธ์ ‘ซูเปอร์กรุ๊ป’ ด้านเทคนิค ดูมั่นใจเกินเบอร์ไปหน่อย

โดย แมตต์ เบียร์ (Matt Beer)

ยิ่ง Aston Martin กวาดต้อนระดับบิ๊กเนมด้านเทคนิคเข้ามามากเท่าไหร่ ซึ่งทุกคนล้วนเคยเป็นผู้นำจากทีมอื่น ผมอดสงสัยไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันไม่ติด

ตรรกะในการดึงคนเก่งที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วนั้นเข้าใจง่าย แต่การสร้างโครงสร้างองค์กรที่ “เสือหลายตัวอยู่ถ้ำเดียวกัน” โดยที่ทุกคนเคยเป็นบอสมาก่อน อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องอำนาจการตัดสินใจ

จากสิ่งที่เราเข้าใจเรื่องสถานการณ์ของคาวเวลล์/นิวอี้ และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากนิวอี้ ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากำลังพยายาม “ตะไบ” ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ไม่เข้าพวกให้ลงล็อค ดังนั้น อย่างที่แกรี่บอก โจทย์สำคัญของการจ้างงานครั้งต่อไปคือการหาคนที่ “ลงล็อค” ซึ่งอดีตของฮอร์เนอร์และนิวอี้บ่งบอกว่าพวกเขาเคยเป็นแบบนั้น แต่ความจริงที่ว่าตอนจบของทั้งคู่ไม่สวยงามนัก… จะมองข้ามไปได้จริงๆ หรือ?


ฮอร์เนอร์ คือตัวเลือกที่ “ต้องเลือก” อย่างปฏิเสธไม่ได้

โดย แจ็ค เบนยอน (Jack Benyon)

แม้ส่วนตัวผมจะไม่เลือกเขา แต่คริสเตียน ฮอร์เนอร์ คือตัวเลือกที่ “ไม่ต้องคิดเยอะ” (No-brainer) สำหรับ Aston Martin

การดันคนในที่ไม่มีประสบการณ์คุมทีม หรือไม่มีบารมีพอที่จะรับมือกับเหล่า “อีโก้” ของบุคลากรระดับเทพในทีม อาจเป็นหายนะได้

คนเดียวในตลาดที่มีประสบการณ์ระดับที่สโตรลล์ และนิวอี้ (และคนอื่นๆ ในลิสต์อีกเพียบ) ยอมรับได้ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ก็คือ คริสเตียน ฮอร์เนอร์

ในอีกแง่มุมหนึ่ง น่ากังวลเหมือนกันที่ทีม F1 ขยายตัวรวดเร็วจนเกินกว่าบทบาท Team Principal แบบเดิมๆ จะรับไหว กลายเป็นองค์กรที่ซับซ้อน ยิ่งบทบาทหัวหน้าทีมซับซ้อนเท่าไหร่ การดันคนในขึ้นมาก็ยากขึ้นเท่านั้น คนรุ่นใหม่จะรับมือกับการแทนที่คนที่มีประสบการณ์โชกโชนในงานที่ซับซ้อนกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน และต่างจากเมื่อ 15 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร? และคนกลุ่มน้อยหรือผู้หญิงจะก้าวข้ามกำแพงนี้ได้อย่างไร?

นั่นไม่ใช่ความผิดของ Aston Martin! และไม่มีคำตอบง่ายๆ นอกจากทีมต้องพยายามสร้างเส้นทางอาชีพให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมา แต่น่าเสียดายที่ทางตันด้านบนดูจะสูงชันกว่าที่เคย

อ่านข่าว Formula 1 เพิ่มเติมที่นี่

ดู เอฟวัน ฟอร์มูล่าวัน F1 Formula 1 สด ฟรี

AdBlock Detected!