อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติมที่นี่หนึ่งในสถิติที่น่าประหลาดใจที่สุดของ MotoGP ฤดูกาลที่ผ่านมา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเซอร์ไพรส์ที่สุด คือตัวเลข “22-0” นั่นคือสกอร์การดวลความเร็วรอบควอลิฟายระหว่างสองนักบิดโรงงาน KTM อย่าง เปโดร อคอสต้า และ แบรด บินเดอร์ โดยที่เจ้าหนูมหัศจรรย์ อคอสต้า ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้กับรุ่นพี่ร่วมทีมเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอด 42 เรซในอาชีพ MotoGP ของเขา
ไม่มีนักแข่งคนไหนในกริดที่ทำสถิติ “กวาดเรียบ” (Whitewash) ตลอดทั้งฤดูกาลได้แบบนี้ แม้แต่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ก็ยังพลาดท่าให้ อเล็กซ์ รินส์ ไปหนึ่งครั้ง (ด้วยระยะห่าง 0.4 วินาที) มาร์โก เบซเซคกี ที่ส่วนใหญ่จับคู่กับนักบิดทดสอบก็ยังเคยแพ้ไปหนึ่งสนาม หรือแม้แต่ สมเกียรติ จันทรา ที่แน่นอนว่าเทียบชั้น โยฮันน์ ซาร์โก ที่ LCR ไม่ได้ แต่เขาก็พลาดการแข่งขันไปหลายสนาม และบางสนามซาร์โกก็ลงแข่งเพียงลำพัง
กรณีสุดท้ายอาจเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่ถ้ามีใครมาบอกก่อนเปิดฤดูกาลว่าสกอร์ควอลิฟายระหว่าง อคอสต้า กับ บินเดอร์ จะจบที่ 22-0 ผมคงไม่เชื่อเด็ดขาด
“ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ?” คุณอาจถาม แน่นอน นี่คือนักบิดหนุ่มที่เร็วกว่าและสดกว่า กำลังเล่นงานคนที่ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องการควอลิฟาย แต่ประเด็นคือ ที่ผ่านมาบินเดอร์ไม่เคยมีผลงานควอลิฟายที่ “หายนะ” ขนาดนี้ จนกระทั่งปี 2025
บินเดอร์เคยทำได้ดีกว่านี้
บินเดอร์ ซึ่งเคยคว้าโพลโพซิชั่นมา 6 ครั้งใน Moto3 และอีก 1 ครั้งใน Moto2 ใช้เวลาทั้งอาชีพในรุ่นใหญ่กับทีมโรงงาน KTM เพื่อนร่วมทีมก่อนหน้านี้ของเขาคือ โปล เอสปาร์กาโร, มิเกล โอลิเวรา และ แจ็ค มิลเลอร์
คุณอาจแย้งว่านักแข่งเหล่านี้สู้ อคอสต้า ไม่ได้ ซึ่งก็น่าจะจริง แต่ไม่มีใครในรายชื่อนั้นที่ทิ้งการควอลิฟายเพื่อไปเน้นผลงานวันแข่ง โดยเฉพาะมิลเลอร์ที่เด่นเรื่องรอบเดียว แต่บินเดอร์ก็ยังยืนหยัดสู้กับทุกคนได้ อย่างน้อยก็ดีพอที่จะประคองตัว และนั่นคือเหตุผลที่ถูกมองข้ามว่าทำไมเขาถึงจบ Top 6 ในตารางคะแนนสะสมได้ถึง 4 ปีติด (2021-2024)
สถิติการควอลิฟายรวมของเขาก่อนปี 2025 คือ ชนะ 45 แพ้ 47 ซึ่งอาจไม่หวือหวา แต่มัน “ดีพอ” สำหรับคนที่มีจุดเด่นเรื่องการออกตัวและการไล่แซงในรอบแรก โดยค่าเฉลี่ยเวลาต่อรอบเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทีม บินเดอร์ทำได้ดีกว่า 0.018 วินาทีด้วยซ้ำ!
สถิติควอลิฟายของ บินเดอร์ vs เพื่อนร่วมทีม KTM
- 2020 (โปล เอสปาร์กาโร): ช้ากว่า 0.332 วิ / แพ้ 1-13
- 2021 (มิเกล โอลิเวรา): ช้ากว่า 0.070 วิ / แพ้ 7-11
- 2022 (มิเกล โอลิเวรา): เร็วกว่า 0.123 วิ / ชนะ 12-8
- 2023 (แจ็ค มิลเลอร์): เร็วกว่า 0.004 วิ / ชนะ 11-9
- 2024 (แจ็ค มิลเลอร์): เร็วกว่า 0.250 วิ / ชนะ 14-6
- 2025 (เปโดร อคอสต้า): ช้ากว่า 0.542 วิ / แพ้ 22-0
ฤดูกาลที่ผ่านมาคือความผิดปกติอย่างรุนแรง และไม่ใช่ความต่อเนื่องจากปี 2024 ที่ อคอสต้า เริ่มเข้ามาท้าทาย เพราะปีนั้นสกอร์ยังสูสีที่ 11-9 และเวลาห่างกันแค่ 0.125 วินาที
เกิดอะไรขึ้นกับบินเดอร์?
บินเดอร์เกือบจะตีไข่แตกได้ที่สนามอารากอน โดยแพ้ไปแค่ 0.013 วินาที และในภาพรวมตัวเลขอาจดูไม่เลวร้ายเท่าคู่ รินส์-กวาร์ตาราโร แต่มันก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า อคอสต้า—ซึ่งไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วรอบเดียวตอนเข้าวงการ—เอาชนะเขาได้แบบราบคาบ
ต้นตอของปัญหาคือ “ความไม่เข้ากัน” อย่างรุนแรงระหว่างรถ KTM RC16 เวอร์ชั่นปีที่ผ่านมา กับสไตล์การขี่ของบินเดอร์ โดยเฉพาะในการทำเวลาต่อรอบ
“ผมพึ่งพาการใช้ล้อหลังเยอะมาก” บินเดอร์อธิบายในช่วงสนามสุดท้าย “ทั้งตอนเบรก ตอนเข้าโค้ง และตอนเปิดคันเร่ง แต่ผมไม่รู้สึกถึงแรงยึดเกาะ (Hook-up) แบบที่ผมต้องการ นั่นคือสิ่งที่ผมลำบากมาก”
“ความจริงคือ เปโดรทำได้ ดังนั้นเมื่อดูข้อมูลจะเห็นว่าเขาทำยังไง ผมต้องพยายามขี่เลียนแบบสไตล์เขาบ้าง คือเบรกให้นุ่มลง ไหลเข้าโค้ง (Rolling) ให้มากขึ้น และเดินคันเร่งให้ช้าลงนิดหน่อย มันมีวิธีทำอยู่ ผมแค่ต้องหาวิธีปรับตัวให้ได้”
ตลอดทั้งฤดูกาล บินเดอร์พยายามหาบาลานซ์ของรถเวอร์ชั่นใหม่ เขาพูดเสมอว่าอยาก “โหลดน้ำหนักไปที่ล้อหน้า” มากกว่าที่ธรรมชาติของรถคันนี้จะเป็น แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยข้อเสีย
“ผมกดเบรกหน้าหนักมาก ขณะที่เปโดรใช้แรงเบรกน้อยกว่าแต่เขารักษารถให้ตั้งตรงและไปได้ด้วยสองล้อ ส่วนผมพึ่งแค่ล้อเดียว ปัญหาคือพอเราเซ็ตอัพรถให้ผมเบรกหนักๆ แบบเดิมได้ ผมกลับเสียอาการที่ล้อหน้า เพราะเราไม่ได้โหลดน้ำหนักลงยางหน้า มันเลยไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป… ผมต้องแก้โจทย์นี้ให้ได้ โดยเฉพาะในรอบ Time attack ที่ทำร้ายผมอย่างหนัก”
คำตอบที่น่ากังวลจากอคอสต้า
ในมุมของอคอสต้า เขาไม่ได้มองว่าการควอลิฟายคือจุดแข็งของเขาด้วยซ้ำ “การชนะเพื่อนร่วมทีม 20-0 ไม่ได้แปลว่าคุณควอลิฟายได้ดีนะ!” อคอสต้ายืนยัน ซึ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำมาตรฐานของบินเดอร์ทางอ้อม
“มันคนละเรื่องกัน จริงอยู่ที่หลังพักเบรกครึ่งฤดูกาลผมเริ่มได้สตาร์ทแถวสองบ่อยขึ้น แต่มันยังขาดอะไรไป เพราะนี่ไม่ใช่จุดแข็งผม และถ้าวันหนึ่งผมอยากลุ้นแชมป์โลก ผมต้องทำให้ดีกว่านี้”
นี่คือคำตอบที่น่าตกใจสำหรับบินเดอร์ เพราะมันมีความจริงที่ว่า อคอสต้าเองก็ไม่ได้รีดศักยภาพสูงสุดในรอบควอลิฟายได้ตลอด นั่นยิ่งตอกย้ำผลงานที่ย่ำแย่ของบินเดอร์ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเรื่องรถไม่เข้ามือของบินเดอร์ก็น่าเชื่อถือ เพราะด้วยทักษะระดับเขา ไม่น่าจะตามหลังคู่แข่งไกลขนาดนี้หากดูจากประวัติการแข่งที่ผ่านมา
ถ้าพูดกันตามตรง โอกาสที่บินเดอร์จะกลับมาทวงบัลลังก์เบอร์ 1 ของ KTM คืนจากอคอสต้าในปี 2026 อาจจะหลุดลอยไปแล้ว แต่การปลดล็อกความเร็วในรอบควอลิฟายให้ได้ จะเป็นก้าวสำคัญในการกอบกู้ “มูลค่า” ของตัวเขาเอง หลังจากที่ถูกทำลายยับเยินในฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา






