เจค เดนนิส นักขับทีมอันเดรตติ เดินทางมาถึงสนามเอ็กซ์เซล ลอนดอน ในฐานะผู้นำแชมเปี้ยนชิพ Formula E ก่อนการแข่งขันรอบสุดท้ายของฤดูกาล แต่เขายืนกรานว่ายังรู้สึกเหมือนเป็นรองในศึกชิงแชมป์ครั้งนี้ แม้จะมีคะแนนนำหวิวๆ เพียง 2 แต้มเหนือมิตช์ อีแวนส์ จากจาร์กวาร์ และ 5 แต้มเหนือปาสคาล แวร์ไลน์ จากปอร์เช่ ก็ตาม
เส้นทางสู่ตำแหน่งจ่าฝูงของเดนนิสในปีนี้น่าทึ่งไม่น้อย หลังออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างยากลำบาก เขาร่วงไปอยู่อันดับ 8 และตามหลังอีแวนส์ถึง 62 แต้ม หลังจบการแข่งขันที่โมนาโกในเดือนพฤษภาคม แต่ฟอร์มอันแข็งแกร่งในเรซที่เอเชีย เรียกได้ว่าพลิกสถานการณ์เดนนิสกลับมาอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะการแข่งขันสองสนามที่โตเกียว ซึ่งเขาทำได้ถึง 37 แต้ม แม้ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ตอนนี้เขานำเป็นจ่าฝูงด้วย 146 แต้ม ตามด้วยอีแวนส์ 123 แต้ม และแวร์ไลน์ 121 แต้ม ส่วนโอลิเวอร์ โรว์แลนด์ ตามหลัง 14 แต้ม ขณะที่อันโตนิโอ เฟลิกซ์ ดา คอสตา และนิค แคสซิดี้ ตามมาเป็นลำดับ
แม้จะรั้งตำแหน่งผู้นำ แต่เดนนิสยังคงถ่อมตัวกับโอกาสของตัวเอง “ผมยังรู้สึกเหมือนเป็นรองอยู่ดี” เขากล่าวกับ The Race “ผมรู้สึกว่าแชมป์มันเป็นของมิทช์กับปาสคาลที่ต้องรักษาไว้ แล้วผมเพิ่งมางานปาร์ตี้แล้วดันมานำอยู่ได้ยังไงก็ไม่รู้” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นฤดูกาลที่อีแวนส์และแวร์ไลน์มักเป็นฝ่ายนำ แต่ทั้งคู่กลับสะดุดในหลายเรซหลัง ทำให้เดนนิสแทรกขึ้นมาคว้าตำแหน่งผู้นำได้
เดนนิสให้ความเคารพอีแวนส์อย่างจริงใจ เขายอมรับว่าหากตัวเองไม่ได้แชมป์ อยากเห็นนักขับจาร์กวาร์ได้ครองแชมป์สักที หลังพลาดโอกาสมาแล้วหลายครั้ง “ผมรู้สึกว่าไอ้หนุ่มคนนี้เป็นเจ้าสาวมายาวนานหลายปี” เดนนิสกล่าว “ถ้าจะมีใครสักคนที่สมควรได้แชมป์ในยุค Gen3 นี้ ผมว่าคือเขา เพราะเขาจบรองมาแล้วหลายครั้ง” แม้คำพูดนี้จะออกมาจากใจ แต่ก็เป็นเหมือนการกระแทกจิตใจแวร์ไลน์และปอร์เช่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งพวกเขาคงรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ได้ดี
ความสัมพันธ์ระหว่างอันเดรตติและปอร์เช่ตึงเครียดมาตลอดระยะเวลาความร่วมมือสี่ฤดูกาล ซึ่งจะสิ้นสุดลงสุดสัปดาห์นี้ ย้อนไปในปี 2023 ตอนที่เดนนิสคว้าแชมป์แรก เขานำอยู่ 24 แต้มก่อนเข้าสู่สนามสุดท้าย แต่ความตึงเครียดปะทุขึ้นเมื่อแวร์ไลน์ ซึ่งไม่ได้ลุ้นแชมป์แล้ว กลับขับเข้าชนเดนนิสอย่างดุเดือด ทำให้ไมเคิล อันเดรตติ โกรธจัดถึงขั้นไปเผชิญหน้ากับผู้บริหารระดับสูงของปอร์เช่ แม้จะจบลงด้วยการจับมือและมีความเคารพซึ่งกันและกัน แต่ความต้องการเอาชนะกันยังคงมีอยู่สูง
เดนนิสไม่ได้ใส่ใจกับเกมจิตวิทยาที่อาจเกิดขึ้น โดยบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปตั้งแต่เรซที่โตเกียว “เราจะไม่รับซอฟต์แวร์ใหม่ใดๆ ที่ส่งมาให้” เขากล่าว “เราจะใช้รถคันเดิม และปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาจะแข่งของพวกเขา เราจะแข่งของเรา” เขายังปัดความคิดที่ว่าปอร์เช่จะช่วยเหลือเขาหรือในทางกลับกัน “พวกเขาจะไม่มีทางส่งวิทยุมาช่วยปาสคาล เพราะพวกเขารู้ว่าผมจะไม่มีวันทำแบบนั้น และในทางกลับกันก็เช่นกัน” เขาอธิบาย “ขอให้คนที่ดีที่สุดชนะ และแน่นอนเรามีมิทช์อยู่ในเกมด้วย ซึ่งเขามีดาคอสตาที่ไม่ได้ลุ้นแชมป์จริงๆ ดังนั้นเขามีปีกช่วยแน่นอน”
จริงอยู่อีแวนส์มีดาคอสตาเพื่อนร่วมทีมจาร์กวาร์คอยช่วย ขณะที่เดนนิสอาจต้องพึ่งเฟลิเป้ ดรูโกวิช เพื่อนร่วมทีมของตัวเอง ด้วยคะแนนสูงสุด 59 แต้มที่ยังเหลือให้เก็บในสองเรซที่ลอนดอน กลยุทธ์ของทีมอาจมีบทบาทสำคัญ เดนนิสยอมรับว่าการล็อบบี้เป็นไปได้ โดยเฉพาะกับระบบ PitBoost ใหม่ “หลายคนสามารถล็อบบี้การแข่งขันได้ และเราเห็นแทคติกในโตเกียวแล้ว ที่นักขับบางคนวางตำแหน่งตัวเองในจังหวะ PitBoost อย่างเหมาะเจาะ เพื่อถ่วงเวลาผู้นำเมื่อเราจอด” เขากล่าว “ลอนดอนคือความโกลาหล ผมว่า PitBoost จะเพิ่มมิติใหม่ให้การแข่งขัน”
เดนนิสหวังว่าดรูโกวิช ซึ่งทำผลงานได้ไม่ดีในโตเกียว จะกลับมาฟอร์มดีและให้การสนับสนุน “ท้ายที่สุด เราต้องมีรถสองคันอยู่แถวหน้า” เขากล่าว “ผมต้องการเฟลิเป้อยู่เคียงข้างเพื่อช่วยผมคว้าแชมป์ เพราะผมมั่นใจว่าจาร์กวาร์และปอร์เช่มีนักขับทั้งสองคนอยู่แถวหน้าแน่นอน”
ศึกชิงแชมป์ที่ลอนดอนครั้งนี้ สัญญาว่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและดราม่าสุดมันส์ เดนนิส ผู้ที่ประสบความสำเร็จมามากในยุค Gen3 มีโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่สอง แต่เขารู้ดีว่าคำว่า”รอง”อาจอยู่กับเขาได้ไม่นาน หากเขาสามารถหยุดยั้งคู่แข่งในบ้านเกิดของพวกเขาได้





