หน้าแรก Formula 1 สเมดลีย์เผยเหตุผลที่ปฏิเสธข้อเสนอเป็นทีม Principal ใน F1

สเมดลีย์เผยเหตุผลที่ปฏิเสธข้อเสนอเป็นทีม Principal ใน F1

0
7
Smedley reveals why he turned down F1 team principal offers

ร็อบ สเมดลีย์ หนึ่งในวิศวกรที่คุ้นตากันดีในวงการฟอร์มูลา 1 มานานกว่าสองทศวรรษ ออกมาเปิดเผยว่าเขาเคยได้รับการติดต่อให้รับตำแหน่งทีม Principal ในกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับตำนาน แต่เจ้าตัวเลือกที่จะปฏิเสธ และยังคงทำงานในบทบาทปัจจุบันกับ Formula E ต่อไป

สเมดลีย์ ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงในฐานะวิศวกรเรซให้กับ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ที่เฟอร์รารี และต่อมาเป็นวิศวกรให้เฟลิเป มาสซา เขาเปิดใจเรื่องนี้ระหว่างร่วมรายการพอดแคสต์ High Performance Racing โดยมี อ็อตมาร์ ซาฟเนาเออร์ อดีตทีม Principal ของอัลไพน์ และเจค ฮัมฟรีย์ ผู้ดำเนินรายการร่วมอยู่ด้วย ซึ่งบทสนทนาดำเนินมาถึงประเด็นความกดดันในการบริหารทีม F1

แม้ไม่มีการเปิดเผยว่าทีมใดบ้างที่ติดต่อเข้ามา แต่สเมดลีย์ชี้แจงเหตุผลที่ปฏิเสธว่า มาจากความต้องการของตำแหน่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทีม Principal ใน F1 ต้องรับผิดชอบทุกด้านของการดำเนินทีม ตั้งแต่กลยุทธ์ไปจนถึงการบริหารบุคลากร และงานนี้มักกินเวลาทั้งชีวิต

“มันคืองานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง 7 วัน” สเมดลีย์กล่าวในพอดแคสต์ “คุณต้องรับผิดชอบคนหลายร้อยคน และทุกอย่างจบที่คุณ ผมเห็นแล้วว่างานนี้ทำอะไรกับคนบ้าง และผมไม่แน่ใจว่าผมต้องการแลกกับอะไรขนาดนั้น”

การตัดสินใจของสเมดลีย์น่าสนใจไม่น้อย เพราะเขามีประสบการณ์และเป็นที่เคารพในวงการ หลังจากออกจากวิลเลียมส์ในปี 2018 เขาย้ายไปทำงานใน Formula E ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านกีฬาและเทคนิค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎข้อบังคับและการจัดการแข่งขันของแชมเปี้ยนชิพ รวมถึงมีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีกว่า

การสนทนาในพอดแคสต์ยังพูดถึงความท้าทายที่ทีม Principal เผชิญ โดยซาฟเนาเออร์ซึ่งถูกปลดจากอัลไพน์ในปี 2023 ได้แบ่งปันมุมมองของตัวเอง ความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ของสเมดลีย์และซาฟเนาเออร์ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นของบอสทีม F1 ที่ต้องบริหารทั้งผลงานในสนามและความต้องการเชิงพาณิชย์และการเมือง

สำหรับสเมดลีย์ จุดดึงดูดของบทบาทปัจจุบันอยู่ที่การมุ่งเน้นการพัฒนากีฬา มากกว่าการแข่งขันที่ดุเดือดในกริด F1 “ผมรักการมีส่วนร่วมในวงการแข่งรถ แต่ผมก็ให้คุณค่ากับเวลาครอบครัวและสุขภาพจิตของตัวเองด้วย” เขากล่าวเสริม

การเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ตำแหน่งทีม Principal ใน F1 มีความผันผวนมากขึ้น หลายทีมเปลี่ยนผู้นำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีบุคคลอย่างซาฟเนาเออร์ กุนเธอร์ สไตเนอร์ และจอสต์ คาปิโต ต้องออกจากตำแหน่ง แนวโน้มนี้ทำให้บางคนในวงการตั้งคำถามว่าตำแหน่งนี้ยังยั่งยืนในรูปแบบปัจจุบันหรือไม่

ท่าทีของสเมดลีย์เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสูงก็อาจเลือกที่จะหลีกเลี่ยงแสงไฟ ด้วยประวัติวิศวกรและทักษะความเป็นผู้นำ เขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับทุกทีม แต่เขากลับให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าศักดิ์ศรีของตำแหน่งสูงสุด

สำหรับตอนนี้ สเมดลีย์ยังคงเป็นบุคคลสำคัญใน Formula E ซึ่งเขายังคงมีอิทธิพลต่อการเติบโตของซีรีส์ การตัดสินใจอยู่ห่างจากตำแหน่งทีม Principal ใน F1 เป็นเรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนถึงความท้าทายที่กว้างขึ้นของโครงสร้างผู้นำในกีฬา

เมื่อพอดแคสต์ตอนจบลง ความเห็นของสเมดลีย์ให้มุมมองที่หายากเกี่ยวกับความคิดของชายที่เคยอยู่ทั้งสองฝั่งของโรงรถ การเลือกปฏิเสธงานสูงสุดใน F1 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการรู้จักตัวเองและความมุ่งมั่นสู่ชีวิตที่สมดุล

แม้แฟนๆ อาจสงสัยว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเขารับตำแหน่ง แต่ตำนานของสเมดลีย์ใน F1 นั้นมั่นคงแล้ว ผลงานกับชูมัคเกอร์และมาสซาช่วยสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของกีฬา และการมีส่วนร่วมกับมอเตอร์สปอร์ตในปัจจุบันยังคงกำหนดอนาคตของวงการ

ในยุคที่ภาวะหมดไฟกลายเป็นเรื่องปกติในการบริหารกีฬาระดับสูง การตัดสินใจของสเมดลีย์เป็นตัวอย่างที่สดชื่นของการกำหนดขอบเขต และยังเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะขึ้นแท่นผู้นำใน F1 ว่ารางวัลนั้นยิ่งใหญ่ แต่การเสียสละก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน

แหล่งข่าว

AdBlock Detected!