นโลกของการแข่งขัน MotoGP ความแข็งแกร่ง (Rigidity) เคยเป็นหัวใจสำคัญ แต่ด้วยวิวัฒนาการของยางและแอโรไดนามิก ทำให้วิศวกรต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแผงคอบนของ Honda RC213V (สีเหลือง) และเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ (สีเขียว)
1. โซนสีเหลือง: ทำไมแผงคอถึงบางขนาดนั้น?
หากมองดูแผงคอบนของ Honda จะเห็นว่ามีความบางจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับรถทั่วไป นี่ไม่ได้ทำเพื่อลดน้ำหนัก แต่เป็นการจงใจออกแบบเพื่อสร้าง “การให้ตัวในแนวขวาง” (Lateral Flex)
- ปัญหาที่องศาการเอียง: รถ MotoGP ยุคปัจจุบันเอียงรถเข้าโค้งมากกว่า 60 องศา ที่มุมเอียงขนาดนี้ โช้คอัพหน้าจะขนานไปกับพื้นโลก ทำให้แรงกระแทกจากพื้นถนนไม่ได้กดลงไปตามแกนโช้ค แต่กลับดันด้านข้าง
- ช่วงล่างที่สอง: แรงกดด้านข้างทำให้โช้คหน้าเกิดแรงเสียดทานสูงจน “ขัดตัว” (Binding) และไม่สามารถยุบตัวเพื่อซับแรงกระแทกได้ หากแผงคอแข็งเกินไป ล้อหน้าจะกระโดดข้ามรอยต่อถนนและเสียการยึดเกาะ
- ทางออก: การทำให้แผงคอบางลงช่วยให้ส่วนหน้าของรถ “บิดตัว” ได้เล็กน้อย การให้ตัวนี้ทำหน้าที่เสมือนเป็นช่วงล่างชุดที่สอง ช่วยกดให้ยางหน้าสัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลาในขณะที่โช้คอัพหลักทำงานไม่ได้
2. โซนสีเขียว: เซนเซอร์วัดความเร่ง (Acceleration Sensor)
อุปกรณ์สีเขียวที่ติดอยู่บนแผงคอนั้นคือ Accelerometer หรือเซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทีมช่าง
- วัดสิ่งที่ช่วงล่างเก็บไม่หมด: ในขณะที่รถมีเซนเซอร์วัดระยะยุบของโช้คอยู่แล้ว เซนเซอร์ตัวนี้มีหน้าที่วัดแรงกระแทกที่ “หลุดรอด” ผ่านโช้คขึ้นมาถึงตัวเฟรม
- ตามล่าอาการ Chatter: หน้าที่หลักของมันคือการตรวจจับอาการ Chatter (อาการล้อเต้นสั่นสะท้าน) ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนความถี่สูงที่ทำลายความเร็วในโค้ง
- การวิเคราะห์ข้อมูล: ทีมช่างจะนำข้อมูลจากเซนเซอร์นี้ไปเทียบกับข้อมูลที่ล้อ เพื่อดูว่าแรงสั่นสะเทือนนั้นเกิดจากยาง, การเซ็ตติ้งโช้ค หรือความแข็งของเฟรมที่มากเกินไป
อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติมที่นี่




